แผล
“ไม่ว่าความเจ็บปวดไหนๆ แผลจะหายได้เอง หากเรารักษาเป็น”
ถุย! ฟังแล้วจัญไรหูดีแท้
นั่นเป็นคำคมของเธอที่ไปจำขี้ปากของปราชญ์ต่ำชั้นคนหนึ่งมาเท่านั้น
ภาพตอนนี้ที่ฉันกำลังมองอย่างเพลินใจคือ
เธอกำลังเอามือนุ่มสวยป่ายปัดดุ้นเหล็กเงาวับที่เรียกว่ามีด
เธอดีดดิ้นอย่างกับเด็กน้อยที่กำลังรบเร้าแม่ให้ซื้อของเล่นให้แหนะ
“พูดสิพูด พูดคำคมตอนต้นใหม่ ทวนให้ฉันฟังอีกครั้งทีสิ”
“อย่ามัวแต่เอามือป่ายปัดอยู่อย่างนั้น”
“พูดทั้งที่กำลังมีเลือดพุ่งสวนออกมาจากปากที่เคยเก่งของเธอแบบนั้นแหละดี”
เธอมันก็แค่นางพยาบาลปากเก่งที่ทำตัวรู้ดี
คล้ายดั่งอีตัวที่ทำทีท่าเหมือนช่ำชองเรื่องบนเตียง
แต่ดันพลาดท่าตายห่าเพราะเอดส์
“แผลจะหายเอง! แผลจะหายเอง! “พูดสิวะ
จะบอกอะไรให้นะ
.
.
.
แผลจะไม่หาย
เพราะอะไรน่ะเหรอ
เพราะความเจ็บปวดบางอย่าง จะถูกบันทึกไว้ดั่งรอยไหม้บนหน้าผาก
ยามใดที่มองเข้าไปในเงาสะท้อนใดๆ ยามนั้นความเจ็บปวดจะทักทายเธออีกครั้ง
ฉันรู้ดีว่าเธอจะไม่เชื่อว่าความเจ็บปวดนั้นไม่มีทางหาย
ฉันจึงได้จำลองความเจ็บปวดและบาดแผลนั้นไว้ให้เธอ
มีดแหลมด้ามกำลังพอดีมือที่สอดแทรกตัวอย่างสนิมสนมบนหลังอุ่นๆของเธอนี้
หากนี่เป็นนิยายรัก
ก็คงหมือนรักแรกพบของมีดทำครัวกับเนื้ออ่อนละมุน
โดยที่มีพยานรักเป็นเลือดสีแดงสด
นิยายรักเรื่องนี้ดำเนินเรื่องก่อร่างสร้างความเจ็บปวดอันหอมหวานให้กับเธอ ณ ใจกลางหลัง
จะแปลกกว่านิยายทั่วๆไปหน่อยก็ตรงที่...
มันจะไม่มีตอนจบ!!!
เพราะเธอจะดึงมีดนั่นไม่ได้
***
จงดีดดิ้นบนบทเพลงอันเจ็บปวดนี่ซะ
แม้ในอดีตบาดแผลแสนล้านเธอจะเคยรักษาหาย
ไม่ว่าจะลูกเด็กเล็กแดง ตามี ยายมา ก็หายดี
แต่ครั้งนี้จะไม่เป็นผลเหมือนก่อน
รู้มั้ยเสียงกรีดร้องของเธอทำให้ฉันเบื่อที่จะกลับไปฟังเพลงPOPแสนฮิต
เอาล่ะ...
“จงเจ็บปวดต่อไปอย่างสาสมเถอะ”
ฉันพูดข้างหูเธอเบาๆ...ก่อนถอยห่างออกมา
***
ขณะนี้ฉันกำลังจ้องดูนางพยาบาลที่เคยคิดว่าตนเองรู้เรื่องแผลในโลกดีทุกชนิด
เคยเชื่อมั่นว่าแผลใดๆก็จะหายดีเสมอๆ
ตอนนี้เธอกำลังควานหาต้นตอความเจ็บปวดของตนเองอยู่
ช่างน่าชวนหัว
.
.
.
เนิ่นนานจนความเบื่อหน่ายเริ่มสนิทสนมกับฉัน
เธอก็ยังคงควานหามีดนั้นไม่เจออยู่ดี
และแผลนั้นก็ยังคงไม่หาย
ไม่...มี...วัน...หาย
***
จากฉัน
(ในนามความรักผู้ปักมีดลงที่กลางหลังของนางพยาบาลผู้โอ้อวด)
วันนี้อยู่ดีๆก็ไปรื้อซองใส่งานครั้งอดีตขึ้นมา
จึงไปพบเข้ากับงานเก่าๆครั้งเมื่อสมัยผมอยู่ปี 1 ปี 2
ช่วงนั้นเป็นยุคสมัยแห่งการล่ารางวัลของผมเลยก็ว่าได้
คอมก็ยังทำไม่เป็น สกีนยังติดด้วยมือ
ดูแล้วก็รู้สึกแปลกตา แปลกใจ แปลกคน...
มานึกๆดูตัวเองในตอนนี้กับตอนนั้น
ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
หากใครได้เห็นงานผมในช่วงแรกๆคงบอกไม่ได้ว่านี่งานผม...
หากเปรียบความต่างเป็นระยะทาง คงเหมือนจากดาวคะนองถึงกวางเจา
ระยะทางในที่นี้ที่เทียบเคียงไปไม่ได้พูดถึงฝีมือหรืออะไร
กลับเป็นการนำเสนอ และการมองโลกให้สดใส...
มันต่างกันมากเหลือเกิน
เอาล่ะไหนๆก็ไหนๆไปดูกันดีกว่านะ
...
อา...........................า
เป็นยุคเมื่อผมยังวาดพระเอกหล่ออยู่เลย 555
เรื่องที่ได้เห็นส่วนใหญ่เป็นการ์ตูนสั้นที่โครงเรื่องยาว
เรื่องช่วงบนใช้ในงานประกวดของหนังสือการ์ตูนยุคนั้น(ชื่อหนังสือขึ้นต้นด้วยตัว Q ตอนนี้ปิดตัวไปแล้ว)
ซึ่งผลก็ได้แค่ติด 1 ใน 3 รอบสุดท้าย...สรุปง่ายๆ คือตกรอบ
และเรื่องด้านล่างเป็นงานที่ทำกับเพื่อน ตอนนั้นพอดีเพื่อนกะว่าจะทำหนังสือการ์ตูนรายเดือน
วาดไปได้ 2 ตอน...เพื่อนดันเลิกทำก่อนจะมีหนังสือเสียอีก
สรุปคืองานที่ทำมาทั้งหมดยังไม่เคยได้ตีพิมพ์หรือให้ใครได้อ่านนอกจากคนเพียง 2-3 คน
***
ระยะทางตั้งแต่เมื่อครั้งนั้นที่ผมได้มุ่งมั่นเดินทางสายนักเขียนการ์ตูนมานี้
ปาเข้าไป 7 ปีแล้วสินะ...
การเปลี่ยนแปลง...
ความแตกต่างของภาพ
ความมืดหม่น แสนถ่อยของเรื่อง
หากดูกันจริงๆแล้ว
ผมก็คิดว่ามันคงมาจากการการได้ลองทำงานเหล่านี้มาก่อน
ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือตัวเรากันแน่
อย่างน้อยตัวเอกหน้าหล่อๆในอดีตของผมก็ทำให้ผมรู้ว่า
ผมได้เคยผจญภัย
...
และปัจจุบันก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า
พระเอกหน้าหล่อนั้นแสนจะน่าเบื่อ...
(ปล.ยังมีต้นฉบับลึกลับอยู่อีกจำนวนมาก ทั้งการ์ตูนตาหวานที่ผมเคยเขียนเพื่อจีบสาวครั้งอยู่ ม.ปลาย
และบรรดางานตกกระป๋อง เอาไว้หาเจอเมื่อไรจะเอามาให้ดูเพลินๆนะครับ)
ดูๆไปแล้วรู้สึกว่าแต่ก่อนผมจะวาดเก็บรายละเอียดเยอะมาก...วัยรุ่นใช้เวลาไปกับการวาดอย่างเดียว
ไม่มีเวลาไปทำหล่อ แต่งตัว คั่วสาวเลย...ย 555