ผมวนเวียนในตัวผม
นอนซมในนิทานสีหมอก
เสพความใคร่ของความถนัดที่ต้องการ
จมอยู่ในทางฝัน
รอวันฟ้าเปิด
...
(จากวันที่พยายามฝึกฝนความตั้งใจใหม่อีกครั้ง)
ไตรภัค
PUCK
ผมวนเวียนในตัวผม
นอนซมในนิทานสีหมอก
เสพความใคร่ของความถนัดที่ต้องการ
จมอยู่ในทางฝัน
รอวันฟ้าเปิด
...
(จากวันที่พยายามฝึกฝนความตั้งใจใหม่อีกครั้ง)
ไตรภัค
PUCK
นกที่บินไม่ได้ (อีกแล้ว)
ต้นหญ้าปกคลุมไปทั่วคล้ายดั่งผืนพรมที่ถูกทอถักด้วยยักษ์ใจดีที่รักสนุก
มันเขียวยาวและไกลสุดลูกหูลูกตา
บรรดานกนานาต่างบินโฉบเฉี่ยวอย่างสนุกสนาน
มีเพียงฉันที่ไร้ซึ่งอิสระกลางนภากว้าง
ฉันเดินเรี่ยๆ ยอดหญ้าที่ปูยาวผืนนี้ มาเป็นเวลานานแสนนาน
กินและหลับบนหญ้านุ่มๆ
สุขใจในพรมเขียวผืนยักษ์ที่งอกออกมาไม่หยุด
แต่ก็กลับขุ่นใจทุกครั้งยามกางปีก
" ฉันบินไม่ได้ "
เป็นนกที่ท้องฟ้าไม่ต้อนรับ
เป็นนกที่สายลมไม่สนใจ
เป็นนกที่ก้อนเมฆไม่อยากโอบกอด
แต่ในความขุ่นใจนั่น ฉันก็อดสงสัยปนปิติไม่ได้
เกสรหวานของดอกไม้งามก็อยู่บนผืนหญ้านี้
หนอนตัวอ้วนพีก็ซ่อนกายอยู่ใต้พรมเขียว
แม้แต่ใบไม้ที่ไว้ใช้ทำรังนอนก็ล้วนอยู่ข้างล่าง
“ ใช่อยู่บนนภากว้างที่ไหนกัน ”
ดวงตาของฉันทอดยาวไปในพรมเขียวกว้างสุดลูกหูลูกตาอีกครั้ง
ไกลออกไปฉันยังคงตั้งคำถาม
บนนภาหรือพื้นพรมเขียว
อิสระในสุขอยู่ตรงไหน
(เพราะฉันไม่เคยบิน)
(และเพราะข้างล่างก็สุขสบายดี)
เผาไหม้
ฉันถูกเชื้อเชิญให้ร่ายรำ อย่างสนุกสนานในกองไฟสีแดงเพลิง
มนุษย์ไฟทั้งสี่ทิศบรรเลงเพลงแห่งเถ้าถ่านอย่างมีจังหวะจะโคน
เต้น เต้น เต้น
ฉันเต้นจนตีนขาด
เต้น เต้น เต้น
ฉันเต้นจนแขนหลุด
เต้น เต้น เต้น แล้วก็เต้น
ร่างกายฉันขดรวมกันคล้ายหนอนยักษ์สีดำ
แต่ก็ยังมิวาย เต้น เต้น เต้น
“บทเพลงใกล้จบรึยัง” ฉันถามมนุษย์ไฟทั้งสี่
“ใกล้แล้วล่ะ” เขาตอบเป็นเสียงเดียวกันคล้ายนัดแนะกันมา
“ฉันเต้นสวยมั้ย” ฉันถามด้วยเสียงที่คาดหวังคำชม
“สวย” เขาตอบตะกุกตะกักต่างจากคำเมื่อสองบรรทัดที่แล้ว
บทเพลงแห่งเถ้าถ่านเริ่มเนิบช้าลงทุกทีๆ
เพลงคงใกล้จะจบแล้ว
แต่ฉันยังคงอยากเต้นต่อ
(ร่างกายฉันมอดไหม้ดำปิ๊ดปี๋ เต้นไปมายึกยือ ฮำเพลงที่เพิ่งจบลงไป)
(คนเดียว)
.
.
.
ฉันเต้นสวยมั้ย...